คุณหมอไขปัญหา

คำถาม
ผมมีอาการปวดหลังและสะโพก สงสัยว่าเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้หรือไม่ ไม่อยากผ่าตัดและ ไม่อยากไปหาหมอ จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดทุกคนไหมครับ ?

ตอบ    - ปวดหลังและสะโพกอาจเป็นอาการของหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทได้ แต่ชัดเจนเมื่อมีอาการ
ปวดร้าวจากเอวไปแก้มก้น ลงไปที่น่องและเท้าร่วมด้วย ตลอดจนจะ มีอาการชาและอ่อนแรง เวลานั่งนานๆ ไอ,จาม เป็นต้น
- หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาท ซึ่งส่วนใหญ่ 80% เป็นระดับปานกลางถึงน้อย รักษาโดยการทานยา และกายภาพบำบัด ตลอดจนปรับกิจกรรมในการใช้งาน ในแต่ละวัน ให้
เหมาะสมกับโรคที่เป็น
- ส่วนกรณีผ่าตัด จะพิจารณาเมื่อมีการกดทับเส้นประสาทรุนแรง เช่น ปวดขามาก เดินไม่ค่อยได้มีปัญหาการขับถ่ายอุจจาระ
และปัสสาวะ ตลอดจนไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต หัวใจของการรักษา คือ ความรู้และ
ความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อโรคหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทครับ

                                                                                                                       นพ.สุชาติ ฉายเพิ่มศักดิ์
                                                                                                                            ศัลยแพทย์กระดูก

................................................................................................................................................................

คำถาม ดิฉันตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน แต่ช่วงนี้มักมีปัญหา คือ มีอาการเจ็บแปลบ ที่บริเวณท้องด้านล่าง จะมีวิธีลด
อาการเจ็บท้องได้อย่างไร หรือมีสาเหตุจากอะไร ?

คำตอบ  อาการเจ็บแปลบที่บริเวณท้องด้านล่างเนื่องจากการที่ลูกในท้องเติบโตขึ้นทำให้มดลูกขยายใหญ่ขึ้น ไม่เป็นอันตราย
และป้องกันได้ด้วยการพัก เคลื่อนไหวร่างกายให้เหมาะสม นอกจากป้องกันอาการเจ็บแปลบที่ท้องแล้วการใช้ท่าทางที่
เหมาะสมยังบรรเทาอาการปวดบั้นเอว ขา คอ ไหล่ และหลังเมื่ออายุครรภ์และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย เช่น
•  การหยิบของจากพื้น ให้ใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลักย่อขาลง ไม่ใช้ข้อมือ ไม่ก้มมาก  หันหน้าให้ตรงกับของที่จะหยิบ เลี่ยงการ
    หันหรือเอี้ยวตัวไปหยิบและไม่ควรยกของหนักเกิน 5 – 6 กิโลกรัม
•  เมื่อลุกจากเตียงหรือเก้าอี้ ให้ใช้ขาในการทรงตัวและส่งแรง จึงควรลุกให้ช้าและนุ่มนวล
•  ท่านอนตะแคงเป็นท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคนท้อง จะใช้หมอนหนุนท้องให้สบายขึ้นก็ได้ การนอนตะแคงซ้ายมีข้อดี คือ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งเป็นอาหารบำรุงอย่างดีให้ลูกน้อย เพราะเส้นเลือดดำใหญ่ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของร่างกาย
อยู่ด้านหลังของช่องท้องและด้านขวาของกระดูกสันหลัง ส่วนการนอนตะแคงขวาก็สามารถทำได้ปลอดภัยเช่นเดียวกัน
•  การฝึกโยคะสำหรับแม่ตั้งครรภ์ เพื่อยืดกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ พร้อมกับได้ฝึกการหายใจให้ลึกขึ้น จะเป็นประโยชน์อย่างมาก    (แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำปรึกษาของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้วย)

                                                                                                                       พญ.มนนภา ขุนณรงค์
                                                                                                                                สูติแพทย์

................................................................................................................................................................

คำถาม ขณะนี้อายุ  40  ปี  จะมีวิธีดูแลผิวหน้าสวยแบบไม่ยุ่งยากอย่างไร และจะมีวิธีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุง
ผิวหน้า
ให้เหมาะสมอย่างไร ?
คำตอบ  ผิวหน้าที่เข้าสู่วัย  40  มักปรากฏปัญหาริ้วรอยต่างๆ  เนื่องจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่ลดลง  ประกอบกับผิวมัก
มีอาการแห้งมากขึ้น  ทำให้มองเห็นริ้วรอยได้ง่ายขึ้น  รวมทั้งบางคนมีปัญหา  กระ  ฝ้า  ให้เห็นมากขึ้น  การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
ทำความสะอาดผิวหน้าจึงควรใช้  cleanser  ที่อ่อนโยน และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื่นต่อผิว (moisturizer) ที่มีสาร
ต้านอนุมูลอิสระ  เช่น  Vitamin  C, E, Green tea  เป็นต้น  เพื่อลดการเกิดริ้วรอยขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
และทาครีมกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งUVAและUVB ได้

นอกจากนี้เรายังสามารถชะลอความเสื่อมของผิวได้  โดยหลีกเลี่ยงความเครียด  ทานอาหารที่มีประโยชน์  ดื่มน้ำสะอาด
ให้เพียงพอ  งดสูบบุหรี่  พักผ่อนให้เพียงพอ  อย่างไรก็ดีในบางคนที่ใกล้วัยหมดประจำเดือน  อาจมีปัญหาตรงข้ามกัน  คือ  เกิดผิวมัน  เกิดสิวได้  ซึ่งควรมาปรึกษาแพทย์  เพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละคน

                                                                                                        พ.ญ.นันทพัฒน์   ชิติรัตนทรีย์
                                                                                                      แพทย์เฉพาะทางผิวพรรณและความงาม

................................................................................................................................................................

คำถาม ผมอายุ  67  ปี  เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว  เกิดมีอาการหูข้างขวาอื้อ  จะมีเสียงอื้ออยู่ตลอดเวลา  ผมไปหาหมอ
ที่คลินิกหมอบอกว่าท่อเสียงตีบ  ท่านให้ยามาทาน 1 อาทิตย์  เป็นยาขยายหลอดเสียง  ผมทานไปแล้วครบชุด  แต่อาการยังเหมือนเดิม  ผมอยากทราบสาเหตุที่เกิดขึ้น  และแนวทางแก้ไขครับ ?

คำตอบ  อาการหูอื้อ  มีเสียงอื้อตลอดเวลา  มีเสียงก้องๆ  ในหูนั้น  สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ  แบ่งเป็นสาเหตุจาก
หูชั้นนอก  ชั้นกลาง  และชั้นใน

  1. อาการหูอื้อจากหูชั้นนอก  มักจะเกิดจากการมีขี้หูอุดตัน  หรือการติดเชื้อที่ผนังหู  ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา  ผู้ป่วยในกลุ่มนี้สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ด้วยการใช้กล้องขยายตรวจส่องดูในรูหู ในกรณีที่มีขี้หูอุดตันหรือมีหนอง  ควรทำความสะอาด ในกรณีที่มีการติดเชื้อ  จะรักษาด้วยยาหยอดหูและทำความสะอาดหู
  2. อาการหูอื้อจากหูชั้นกลาง  มักเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลาง  การมีน้ำขังในหูชั้นกลาง ความผิดปกติของกระดูก
    ค้อน  ทั่ง  โกลน  สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ  การทำงานผิดปกติของท่อปรับความดันหู (Eustachian  tube) ซึ่งท่อ
    ดังกล่าวจะเชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับช่องคอส่วนบน  (Nasopharynx)  มีหน้าที่ปรับความดันในหูชั้นกลาง กรณีที่มี
    ความผิดปกติของช่วงคอส่วนบน เช่น โรคภูมิแพ้ เป็นไข้หวัด  มีก้อนเนื้อที่ช่วงคอส่วนบน จะทำให้เกิดอาการหูอื้อได้
  3. อาการหูอื้อจากหูชั้นใน  ในกลุ่มนี้เกิดได้จากสาเหตุ  เช่น  โรคน้ำในหูไม่เท่ากันหรือโรคประสาทหูเสื่อมเฉียบพลัน

ในกรณีของผู้ป่วยรายนี้ได้ไปพบแพทย์แล้ว  บอกว่าท่อเสียงตีบ (น่าจะหมายถึงท่อปรับความดันหู) จึงควรหาสาเหตุที่ทำ
ให้ท่อปรับความดันหูตีบต่อไป  เช่น  ตรวจดูบริเวณช่วงคอส่วนบนว่ามีเนื้องอกหรือไม่

                                                                                                                          นพ.ทวีศักดิ์  นำธวัช
                                                                                                                             แพทย์ หู คอ จมูก
................................................................................................................................................................

คำถาม  สวัสดีค่ะ คุณพ่อ อายุ 57 ปี ค่ะ มีอาชีพทำสวนทำไร่ คุณพ่อมีอาการเคืองตา และเหมือนจะเป็นต้อด้วย บางวันลมแรงๆ ตาก็จะแดงขึ้นมา อยากทราบว่าหากเป็นต้อจะทำอย่างไรดี และมีโอกาสหาย 100% ไหมคะ และ
อายุเท่านี้สามารถลอกต้อได้หรือเปล่า เพราะเคยได้ยินมาว่าอายุไม่เยอะมากหมอจะไม่ลอกให้หรือลอกแล้ว ตาอาจ
บอดได้ ขอบคุณค่ะ ?

คำตอบ  โรคต้อมีหลายชนิด ได้แก่ ต้อกระจก  ต้อเนื้อ  ต้อลม  ต้อหิน โรคต้อนี้มักทำให้มีอาการเคืองตา ตาแดง คือโรคต้อเนื้อ ซึ่งมีลักษณะที่สังเกตได้คือ มีเนื้อเยื่อบุตาขาวยื่นเข้าไปในกระจกตา (ตาดำ) อาจเป็นทางหัวตา หรือหางตา
ก็ได้ กรณีที่เป็นต้อเนื้อระยะแรกเริ่ม ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดแต่ถ้าเป็นมากสามารถผ่าตัดออกได้การผ่าตัดลอกต้อเนื้อตาม
ปกติ ไม่ทำให้ตาบอดค่ะ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจให้ทราบก่อนว่าเป็นโรคตาชนิดใด เพื่อจะได้รับ
การรักษาที่เหมาะสม

                                                                                                                      นพ.วิชัย  สุเมธพิมลชัย

                                                                                                                          แพทย์ หู คอ จมูก

................................................................................................................................................................


  ขึ้นด้านบน




โรงพยาบาลหัวเฉียว
ได้รับการรับรองจาก
สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล
เมื่อเดือนมีนาคม 2549. Read more

 

 

 ห้องพักผู้ป่วยใน



ตรวจสอบราคาและห้องพักผู้ป่วยใน

ซึ่งทางโรงพยาบาลฯ ได้จัดเตรียมไว้หลากหลาย

เพื่อให้ท่านได้เลือกใช้บริการตามความสะดวก..
Read more

 

 

ขึ้นด้านบน